หากคุณกำลังพยายามมีบุตรแต่ผลลัพธ์กลับไม่รวดเร็วทันใจอย่างที่คาดหวังไว้ ขอให้ตระหนักว่าไม่ใช่คุณที่ต้องเผชิญปัญหานี้เพียงลำพัง และคุณอาจกำลังตั้งคำถามว่า เมื่อไหร่คือเวลาที่เหมาะสมในการปรึกษาแพทย์? เร็วเกินไปหรือไม่? หรือควรจะรอต่อไปอีกสักระยะ? คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยครั้ง ซึ่งคำตอบนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญหลายประการ
ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปสำรวจว่าเมื่อไหร่ที่ควรเริ่มขอคำปรึกษาด้านภาวะเจริญพันธุ์ โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านอายุ ระยะเวลาที่คุณพยายามมีบุตร และประวัติสุขภาพส่วนตัว เป้าหมายของเราคือการให้คำแนะนำที่เข้าใจง่ายและชัดเจน เพื่อให้คุณทราบว่าเวลาใดคือจังหวะที่เหมาะสมในการก้าวไปสู่ขั้นตอนถัดไป และต้องเตรียมตัวพบกับอะไรบ้างเมื่อถึงเวลานั้น
การทำความเข้าใจช่วงเวลาและโอกาสในการตั้งครรภ์
โดยปกติแล้วต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะตั้งครรภ์?
คู่รักที่มีสุขภาพแข็งแรงส่วนใหญ่มักจะสามารถปฏิสนธิได้ภายในระยะเวลา 1 ปี ของการพยายามมีบุตร โดยมีสถิติที่น่าสนใจดังนี้:
- ประมาณ 80% ของคู่รักจะตั้งครรภ์ได้เองตามธรรมชาติภายใน 12 เดือนแรก
- และตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 90% ภายใน 2 ปี หากมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอโดยไม่คุมกำเนิด

อย่างไรก็ตาม “เวลา” ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดโอกาสในการตั้งครรภ์ อายุเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อโอกาสการตั้งครรภ์เช่นกัน
อายุ, ภาวะเจริญพันธุ์ และสิ่งที่คุณควรทราบ
ภาวะเจริญพันธุ์มักจะค่อยๆ ลดลงเมื่อเริ่มเข้าสู่อายุ 30 ปี และจะลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากอายุ 35 ปีเป็นต้นไป
แนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มักแนะนำคือ:
อายุต่ำกว่า 35 ปี: สามารถพยายามด้วยวิธีธรรมชาติเป็นเวลา 12 เดือน ก่อนที่จะไปปรึกษาแพทย์
อายุ 35 ปีขึ้นไป: ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากยังไม่ตั้งครรภ์ภายใน 6 เดือน
อายุ 40 ปีขึ้นไป: แนะนำให้เข้าพบผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะเจริญพันธุ์เพื่อตรวจเช็กตั้งแต่เนิ่นๆ แม้ว่าจะเพิ่งเริ่มพยายามก็ตาม

กรณีที่ควรพบแพทย์เร็วกว่าปกติ
ถึงแม้คำแนะนำทั่วไปจะระบุให้รอประมาณ 6 ถึง 12 เดือนก่อนตัดสินใจไปพบแพทย์ แต่ในบางสถานการณ์ “การรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่เนิ่นๆ” คือทางเลือกที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด
ประวัติสุขภาพที่อาจส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์
คุณไม่จำเป็นต้องรอให้ครบหนึ่งปีเต็ม หากคุณมีประวัติหรืออาการดังต่อไปนี้:
- ประจำเดือนมาไม่ปกติหรือขาดหายไป (Irregular or missing periods)
ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของปัญหาเรื่องการตกไข่ เช่น ภาวะถุงน้ำจำนวนมากในรังไข่ (PCOS) หรือความไม่สมดุลของต่อมไทรอยด์ - มีภาวะผิดปกติเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ที่ทราบอยู่แล้ว (Known reproductive conditions)
เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis), เนื้องอกในมดลูก (Fibroids) หรือเคยมีการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานในอดีต ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อมดลูกหรือท่อนำไข่ได้ - เคยผ่านการผ่าตัดบริเวณรังไข่ มดลูก หรืออุ้งเชิงกราน (Surgery on your ovaries, uterus, or pelvis)
พังผืดที่เกิดขึ้นหลังการผ่าตัดหรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายใน อาจลดโอกาสในการปฏิสนธิด้วยวิธีธรรมชาติ
การแท้งบุตร หรือประเด็นด้านสุขภาพของฝ่ายชาย
การแท้งบุตรเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่หลายคนคาดคิด แต่หากคุณเคยประสบกับเหตุการณ์ดังต่อไปนี้:
- การแท้งบุตรตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป: ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจหาสาเหตุที่อาจซ่อนอยู่ (Underlying issues) เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือมดลูก
- ปัญหาด้านภาวะเจริญพันธุ์ของฝ่ายชาย: เช่น จำนวนสเปิร์มน้อย, การเคลื่อนที่ของสเปิร์มไม่ดี หรือปัญหาเรื่องการแข็งตัวของอวัยวะเพศ หากมีอาการเหล่านี้ควรเข้ารับการรักษาหรือปรึกษาแพทย์ในทันที
สิ่งที่ต้องเตรียมตัวพบเจอในการนัดหมายครั้งแรก
การเข้าพบแพทย์ในครั้งแรกมักเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้คุณได้รับความชัดเจนเกี่ยวกับภาวะเจริญพันธุ์ และแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
การเริ่มต้นด้วยการพูดคุย (Consultation)
แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะเจริญพันธุ์จะเริ่มต้นด้วยการซักประวัติ เช่น:
- คุณพยายามตั้งครรภ์มานานเท่าไหร่แล้ว
- รอบประจำเดือนมาสม่ำเสมอหรือไม่
- เคยตั้งครรภ์ แท้ง หรือเข้ารับการผ่าตัดมาก่อนหรือไม่
- รูปแบบการใช้ชีวิต ระดับความเครียด และประวัติครอบครัวเกี่ยวกับภาวะมีบุตรยาก

การตรวจภาวะเจริญพันธุ์เบื้องต้นสำหรับทั้งสองฝ่าย
ขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี แพทย์อาจแนะนำการตรวจดังต่อไปนี้:
- การตรวจเลือดเพื่อดูระดับฮอร์โมน เช่น AMH (Anti-Müllerian Hormone: ตัวชี้วัดปริมาณไข่คงเหลือ), FSH, LH และ TSH (ฮอร์โมนไทรอยด์)
- การอัลตราซาวด์เพื่อตรวจมดลูกและรังไข่ ดูถุงน้ำ เนื้องอก หรือสัญญาณการตกไข่
- การตรวจน้ำอสุจิ (Semen analysis) ของฝ่ายชาย เพื่อประเมินจำนวน รูปร่าง และการเคลื่อนไหวของอสุจิ
ผลการตรวจสามารถบอกอะไรได้บ้าง
แม้จะไม่มีตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งที่สามารถให้คำตอบได้ครบถ้วนทั้งหมด แต่ผลการตรวจเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์ระบุปัจจัยสำคัญได้ ดังนี้:
- คุณมีการตกไข่อย่างสม่ำเสมอหรือไม่
- ปริมาณไข่คงเหลือลดลงหรือไม่
- มีปัจจัยจากอสุจิของฝ่ายชายหรือไม่
- ควรพยายามตามธรรมชาติต่อ หรือพิจารณาทางเลือก เช่น IUI หรือ IVF (In Vitro Fertilization: เด็กหลอดแก้ว)
เมื่อถึงเวลาที่ควรเข้ารับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ
การรู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุดรอ และเริ่มเข้ารับการประเมิน สามารถช่วยลดความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อออกไปได้เป็นเดือนหรืออาจเป็นปี
สัญญาณที่ชัดเจนว่าควรพบแพทย์
หากมีอาการหรือสถานการณ์ดังต่อไปนี้ ควรเข้ารับการปรึกษา:
- อายุต่ำกว่า 35 ปี และพยายามตั้งครรภ์มาแล้ว 12 เดือนแต่ไม่สำเร็จ
- อายุ 35 ปีขึ้นไป และพยายามมาแล้ว 6 เดือนแต่ไม่สำเร็จ
- ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ขาด หรือมีอาการปวดรุนแรงผิดปกติ
- มีประวัติแท้งหลายครั้ง
- คุณหรือคู่ของคุณมีภาวะสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์
สัญญาณส่วนตัวที่ควรให้ความสำคัญ
บางครั้งไม่จำเป็นต้องยึดตามกรอบเวลาเสมอไป แต่ควรเข้าพบแพทย์หาก:
- รู้สึกกังวลหรือเครียดเกี่ยวกับการพยายามตั้งครรภ์
- ต้องการเข้าใจสุขภาพการเจริญพันธุ์ของตนเอง แม้ยังไม่พร้อมเริ่มการรักษา
- ต้องการวางแผนแช่แข็งไข่หรือแช่แข็งตัวอ่อน (Egg freezing / Embryo freezing) เนื่องจากการวางแผนชีวิต อายุ หรือเหตุผลทางการแพทย์
หากคุณยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ที่ Lifespan Birth เราพร้อมให้คำปรึกษาแบบเป็นกันเอง ปราศจากการตัดสิน เพื่อช่วยคุณวางแผน ขั้นต่อไปอย่างเหมาะสม